top of page

ออมเงินแบบประกันชีวิตตอบโจทย์อย่างไร

27 ก.ย.
ยาว 2 นาที

หลายคนคิดว่าประกันชีวิตคงจะมีแค่แบบประกันสุขภาพ แต่ประกันชีวิตครอบคลุมการออมเงินด้วยเช่นกัน ลักษณะการออมเงินจะเป็นการออมเงินระยะยาวเป็นส่วนใหญ่ ความประสงค์ของแต่ละคนจะแตกต่างกันไป ทุกคนมีมุมมองในการวางแผนที่หลากหลาย การยอมรับความเสี่ยงการวางแผนการเงินเป็นปัจจัยหนึ่ง บางคนวางแผนการเงินรอบด้านนึกถึงเน้นความปลอดภัยกับเงินต้นโดยนำเงินส่วนหนึ่งมาออมไว้กับประกันชีวิต เพราะประกันชีวิต ให้ผลประโยชน์ที่ให้มากกว่าแค่ออมเงิน การออมเงินผ่านประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการสร้างความมั่นคงทางการเงินพร้อมรับความคุ้มครองชีวิตไปพร้อมกัน

บทความนี้จะมาเล่าเรื่องราวการเดินทางของเงินออมประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ว่าเงินออมเหล่านี้ทำงานให้คุณอย่างไร
  • ผลตอบแทน หนึ่งในการออมเงิน เราก็ต้องนึกถึงผลตอบแทนที่จะได้ ถ้าเราออมในกองทุนที่ลดหย่อนภาษีได้ กับหุ้นหรือกองทุนทั่วไป ผลตอบแทนจะขึ้นอยู่กับสภาวะตลาด  และถ้าเราเอาเงินไปออมไว้ในเงินฝากธนาคารแบบออมทรัพย์ จะเห็นว่าผลตอบแทนต่ำ ส่วนเงินออมนำมาออมไว้กับประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ผลตอบแทนถือว่าอยู่ในระดับปานกลาง

  • ความเสี่ยง การลงทุนออมเงินย่อมมีความเสี่ยง ถ้าออมเงินผ่านกองทุนที่ลดหย่อนภาษีกับหุ้นหรือกองทุนทั่วไป  มีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงมากกว่า การออมแบบฝากธนาคาร และ การออมผ่านประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์  ทั้งนี้ความเสี่ยงของการออมผ่านการลงทุนขึ้นอยู่กับนโยบายการลงทุนของกองทุนหรือกิจการ

  • ความคุ้มครอง ในความคุ้มครอง จะเห็นความชัดเจนถึงผลปะโยชน์ของการออมผ่านประกันชีวิต ซึ่งจะแตกต่างจากการออมทั่วไป อย่างออมเงินผ่านการลงทุนกองทุนหรือหุ้น รวมทั้งการออมแบบฝากธนาคาร ซึ่งการออมผ่านประกันชีวิต จะรวมคุ้มครองชีวิต

  • ลดหย่อนภาษี สำหรับผู้ที่เสียภาษี ก็จะหาสิทธิอะไรบ้างที่สามารถลดหย่อนภาษีได้ การออมเงินผ่านประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ จะสามารถลดหย่อนภาษีสูงสุด 100,000 บาท ส่วนคนที่ออมเงินผ่านกองทุนบางกองทุนสามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30 % ของรายได้ ไม่เกิน 500,000 บาท ส่วนหุ้น หรือกองทุนบางกองทุน รวมทั้งเงินธนาคาร ลดหย่อนภาษีไม่ได้

  • กู้ยืมเงินออม คุณสามารถขอกู้เงินจากกรมธรรม์ประกันชีวิตออมทรัพย์ ได้โดยใช้มูลค่าเงินสดในกรมธรรม์เป็นหลักประกัน  เงื่อนไขการกู้เงินจากกรมธรรม์ ส่วนใหญ่พิจารณาจาก ระยะเวลาที่ต้องส่งเบี้ย กรมธรรม์ต้องมีผลบังคับใช้และจ่ายเบี้ยประกันมาแล้วระยะเวลาหนึ่ง (โดยทั่วไปอย่างน้อย 2 ปีขึ้นไป หรือตามเงื่อนไขของแบบประกันแต่ละประเภท) ส่วนวงเงินที่กู้ได้นั้นกู้ได้สูงสุดไม่เกิน 80-90% ของมูลค่าเงินสดที่มีอยู่ในกรมธรรม์ขณะนั้น และอัตราดอกเบี้ย เป็นไปตามที่บริษัทกำหนด (มักจะบวกเพิ่มจากอัตราดอกเบี้ยตามเงื่อนไขในกรมธรรม์นั้นๆ) 


เหมาะกับใคร ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ อาจจะไม่เหมาะกับคนที่ต้องใช้เงินในการหมุนเวียนใช้จ่ายในการใช้ชีวิตหรือดำเนินการธุรกิจเป็นปัจจัยหนึ่งด้วยเช่นกันอาจจะนิยมเป็นเงินฝาก-ถอนธนาคารจะสะดวกกว่า   แต่ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์จะเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับคนที่ต้องการวางแผนการเงินล่วงหน้าหรือ ต้องการเก็บเงินไว้ในระยะยาวได้ อาจจะเก็บในลักษณะเป็นโครงการของตัวเองเช่น เก็บไว้ให้ลูกเพื่อเป็นทุนการศึกษาเวลาเข้าเรียน บางคนเก็บไว้เป็นเงินเกษียณในลักษณะบำนาญ  หรือ บางคนเก็บเงินผ่านประกันชีวิตแล้วนำไปลดหย่อนภาษี บางคนต้องการกระจายความเสี่ยง การเก็บเงินที่เงินต้นไม่หายประกันชีวิตสามารถตอบโจทย์ได้

 

ในเรื่องมรดก สำกรับผู้ที่มีทรัพย์สินมาก หากส่งต่อ อาจต้องเสียภาษี (ภาษีมรดก หือ ภาษีในการรับมรดก คือ  ภาษีที่เรียกเก็บจากผู้ได้รับมรดกที่มีมูลค่าทรัพย์สินมรดกสุทธิเกิน 100 ล้านบาท ทรัพย์สินที่ว่านี้ คือ อสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์ เช่น หุ้นกู้ พันธบัตร เป็นต้น เงินฝากธนาคาร ยานพาหนะที่มีทะเบียน ) แต่เมื่อส่งต่อมรดกโดยซื้อแบบประกันสะสมทรัพย์ ผู้รับประโยชน์ไม่ต้องเสียภาษีจากเงินที่ได้รับ ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์กรณีเสียชีวิต, เงินคืนระหว่างสัญญา, หรือเงินก้อนเมื่อครบกำหนดสัญญา เนื่องจากเงินเหล่านี้ ถือเป็น ผลประโยชน์ที่ได้รับตามกรมธรรม์ประกันชีวิต ซึ่งได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และยังได้รับยกเว้นภาษีมรดกอีกด้วย

ตัวอย่างออมเงินผ่านประกันชีวิต บทความนี้จะยกตัวอย่างของประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ของกรุงเทพประกันชีวิต ที่เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่และน่าสนใจ ที่จะเป็นทางเลือกและอาจจะตอบโจทย์ให้ใครหลายๆคนได้
  • บีแอลเอ เซฟวิ่ง 168  เป็นประกันแบบสะสมทรัพย์ ระยะเวลา  16 ปี ชำระเบี้ยรายปี 8 ปี  จุดเด่นของแบบประกันนี้ คือ รับเงินเงินคืน 8 % ทุกปี จนครบปีที่ 15 พอปีที่ 16 รับเงินก้อนใหญ่  (เงินครบกำหนดสัญญาและเงินคืนพิเศษ) สะสมทรัพย์ทั่วไปรับผลประโยชน์กรณีเสียชีวิตจะคุ้มครองการเสียชีวิตเท่านั้น แต่ บีแอลเอ เซฟวิ่ง168  รับผลประโยชน์เสียชีวิตได้ก่อน หากแพทย์วินิจฉัยว่า “เจ็บป่วยระยะสุดท้าย” (Terminal Illness)

ขยายความ “เจ็บป่วยระยะสุดท้าย” คือการป่วยหรือบาดเจ็บที่รุนแรง จนไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และมีลักษณะดังต่อไปนี้ครบทุกข้อ
  1. ต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ และแพทย์ไม่มีแผนการรักษาเฉพาะ  สำหรับโรคหรือ การบาดเจ็บนั้นๆ อีกต่อไป

  2. การรักษามีเพียงการบรรเทาอาการปวดหรือการรักษาแบบ “ประคับประคอง” ตามอาการในช่วงระยะสุดท้ายของชีวิต

  3. ได้รับการประเมินว่า เสียชีวิตภายใน 12 เดือน รับตั้งแต่ที่ได้รับการวินิจฉัย โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง

เมื่อจ่ายผลประโยชน์เจ็บป่วยระยะสุดท้าย ตามเงื่อนไขแล้วกรมธรรม์หลักจะสิ้นผลบังคับทันที  (สอบถามเพิ่มเติม)

  • บีแอลเอ เซฟวิ่ง แอนด์ แคร์ 168 ผลประโยชน์คล้ายกับ บีแอลเอ เซฟวิ่ง 168  แต่มีจุดเด่นเพิ่มเติม ในเรื่องผลประโยชน์สัญญาเพิ่มเติมคุ้มครอง 8 โรคร้ายแรง หมายความว่า หากผู้เอาประกันภัยได้รับการวินิจฉัย และยืนยันจากแพทย์เป็นครั้งแรกว่าบาดเจ็บหรือป่วยด้วยโรคร้ายแรงที่ให้ความคุ้มครองตามค่านิยามที่ระบุไว้ โดยรับผลประโยชน์เงินคืนเพิ่มปีละ  12 % ของเงินเอาประกันภัย

8 โรคร้ายแรงที่ ว่าคือ โรคสมองเสื่อมชนิดอัลไซเมอร์,  โรคหลอดเลือดสมองแตกหรืออุดตัน, โรคพาร์กินสัน, ภาวะข้ออักเสบรูมาตอยด์ชนิดรุนแรง, โรคเซลล์ประสาทควบคุมการเคลื่อนไหว, การทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวร, โรคกล้ามเนื้อเสื่อม, การบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง  (สอบถามเพิ่มเติม)
  • บีแอลเอ เพนชั่น 888 จะเป็นประกันสะสมทรัพย์ ที่คืนเงินในลักษณะเงินบำนาญ  ระยะเวลาในการชำระเบี้ยประกันภัย  8 ปี  (อายุผู้เอาประกันภัย 20-52 ปี)โดยเมื่อครบอายุ 60 ปี รับบำนาญงวดแรก  30 % ของจำนวนเงินเอาประกันภัย และอายุ 61-88 ปี รับบำนาญ 8 % ของจำนวนเงินเอาประกันภัย  (สอบถามเพิ่มเติม)

  • บีแอลเอ เพนชั่น แอนด์ แคร์ 888 ผลประโยชน์คล้ายกับ บีแอลเอ เพนชั่น 888 แต่มีจุดเด่นเพิ่มเติม รับเพิ่ม  8 % ของเงินเอาประกันภัยทุกปี เมื่อได้รับการวินิจฉัย และหรือยืนยันจากแพทย์เป็นครั้งแรกว่าบาดเจ็บ/ป่วยด้วยโรคร้ายแรง ทางสมองและโรคร้ายที่ส่งผลต่อการดำรงชีวิตจ่ายตั้งแต่สิ้นปีกรมธรรม์ที่ได้รับการวินิจฉัยหรือยืนยันจากแพทย์จนสิ้นสุดสัญญา  ซึ่งระบุ 8 โรคร้ายแรงจะเหมือนกับ บีแอลเอ เซฟวิ่ง แอนด์ แคร์ 168 (สอบถามเพิ่มเติม)


จะเห็นว่า เรื่องการวางแผนการเงิน เชื่อว่าหลายๆ คนไม่นิยมเก็บเงินไว้แหล่งเดียว  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ อาชีพ สังคม สภาพแวดล้อม ปัจจุบันจะเห็น บางคนต้องการอยู่เป็นโสด บางคนแต่งงานกันแต่ไม่อยากมีลูก หรือบางคนต้องการวางแผนภาษี หรือบางคนเป็นพนักงานบริษัทต้องการเงินบำนาญหลังเกษียณ เหล่านี้ความต้องการออมเงินก็แตกต่างกันไป แหล่งออมเงินเช่น ฝากกับธนาคาร ออมเงินในหุ้น กองทุน ตราสารหนี้ หรือออมเงินในที่ดิน หรือออมเงินผ่านวัตถุสิ่งของ เช่น นาฬิกาที่มีมูลค่า ภาพวาดที่มีชื่อเสียง กระเป๋าแบรนด์ที่เป็นที่ยอมรับละมีมูลค่า หรือบางคนออมเงินผ่านประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ไม่ว่าจะออมแบบไหนบางคนคำนึงถึงความเสี่ยงที่เรารับได้ ซึ่งความเสี่ยงจะมาในรูปแบบ สภาวะทางเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อ ความผันผวนจากการลงทุน ต่างๆ  ให้บทความนี้เป็นไอเดียในการวางแผนทางการเงินของคุณควบคู่ไปกับวางแผนออกแบบชีวิตที่คุณต้องการในอนาคต


อ้างอิงจาก : การฟังบรรยายผลิตภัณฑ์ใหม่ของกรุงเทพประกันชีวิต ที่สำนักงานกรุงเทพประกันชีวิต จ.ภูเก็ต(วันที่ 10  ก.ย. 2569)

ความคิดเห็น


bottom of page